แนวคิดทั้งการยกตู้คอนเทเนอร์ลงจากเรือ การรอกระแสน้ำขึ้น และการขุดลอกทรายรอบลำเรือหลายหมื่นลูกบาศก์เมตร เป็นแผนการซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกำลังพิจารณา เพื่อย้ายเรือบรรทุกสินค้าขนาดมหึมาออกจากเส้นทางจราจรในคลองสุเอซ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ เมื่อวันที่ 27 มี.ค.ว่าสืบเนื่องจากการที่สำนักงานบริหารคลองสุเอซ ( เอสซีเอ ) ของรัฐบาลอียิปต์ ปิดการจราจรทุกเส้นทางของคลองสุเอซ หนึ่งในเส้นทางเดินเรือสายสำคัญที่สุดของโลก ตั้งแต่วันอังคารที่ผ่านมา เพื่อจัดการกับกรณีที่เรือบรรทุกสินค้า “เอเวอร์ กิฟเวน” เดินเรือโดยบริษัทเอเวอร์กรีน มารีน ของไต้หวัน มีความยาวประมาณ 400 เมตร และระวางขับน้ำประมาณ 200,000 ตัน ประสบเหตุเกยตื้นเป็นแนวทแยงขวางทั้งสองฝั่งคลองนั้น
 
บริษัทโชเอ ไคเซน ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเจ้าของเรือบรรทุกสินค้าลำนี้ ออกแถลงการณ์เมื่อวันเสาร์ ว่ากำลังมีการพิจารณาขนย้ายตู้คอนเทเนอร์ลงจากเรือ เพื่อช่วยให้เรือมีน้ำหนักเบาขึ้น อย่างไรก็ตาม มีเสียงทัดทานจากหลายฝ่าย ว่าเป็นแนวทางที่เป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ เนื่องจากบนเรือลำนี้มีตู้คอนเทเนอร์มากกว่า 20,000 ตู้ และเรือเครนจะเข้ามาได้อย่างไร แล้วหากสามารถเดินทางเข้ามาได้ จะย้ายตู้คอนเทเนอร์ที่นำออกไปไว้ยังสถานที่ใด
 
ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าต้องมีการขุดลอกทรายและดินโคลนลอบลำเรือออกเป็นปริมาณมากถึง 20,000 ลูกบาศก์เมตร เพื่อเคลื่อนเรือออกจากเส้นทางกีดขวาง ซึ่งวิธีการดังกล่าวเป็นสิ่งที่อียิปต์และทีมผู้เชี่ยวชาญที่เนเธอร์แลนด์ส่งมาช่วยเหลือกำลังเร่งดำเนินการ แต่อาจต้องใช้เวลา “นานอีกหลายสัปดาห์” นอกจากนี้ ยังมีการวิเคราะห์เรื่องการรอให้น้ำขึ้น จนมีกระแสคลื่นช่วยซัดให้เรือเปลี่ยนทิศกลับมาอยู่ในเส้นทางปกติได้เองด้วย

ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดน กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ว่าได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานไปยังรัฐบาลไคโร เพื่อเสนอความช่วยเหลือจากรัฐบาลวอชิงตัน โดยไบเดนกล่าวว่า สหรัฐมี “เครื่องมือล้ำสมัยมากมาย ที่น้อยประเทศนักจะมีได้” เบื้องต้นมีรายงานว่า ทางการอียิปต์ตอบรับความช่วยเหลือของสหรัฐแล้ว

ในเวลาเดียวกัน บริษัทชิปปิ้งและผู้ประกอบการด้านเชื้อเพลิงต่างเร่งคิดหาแผนการฉุกเฉินจากสถานการณ์นี้ ซึ่งมีรายงานว่า เรือบางส่วนจากเกือบ 300 ลำ ซึ่งปักหลักรอเวลาได้ผ่านคลองสุเอซ เปลี่ยนแผนไปอ้อมผ่านแหลมกู๊ดโฮปที่แอฟริกาใต้แทนแล้ว แม้ต้องใช้เวลานานกว่าปกติก็ตาม